Jake - Adventure Time

วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2557

กิจกรรมให้ความรู้น้อง 
"รู้เรื่องโลก รู้เรื่องเรา รู้ทันสิ่งแวดล้อม"

     กลุ่มของเราได้มีการทำกิจกรรมสอนน้องๆ ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ห้อง 14 ของโรงเรียนเบญจมราชูทิศราชบุรี เกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับสภาวะโลกร้อน ปัญหาก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ ปัญหาเกี่ยวกับธรรมชาติไม่ว่าจะเป็น ปัญหาของป่าไม้ ปัญหาของภัยธรรมชาติ เช่น ดินโคลนถล่ม สึนามิ ภูเขาไฟระเบิด วาตภัย และยังได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการแยกแยะขยะ การแยกแยะถังขยะ ว่าสีไหนควรทิ้งอะไร การให้ดูว่าสถานการณ์เกี่ยวกับขยะในโลกตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง  อีกทั้งยังได้ให้น้องๆได้ร่วมกิจกรรมกับพี่ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่พวกพี่ๆได้นำเสนอไป เป็นการทำกิจกรรมที่ยั่งยืน ทำให้น้องๆได้นำไปเผยแพร่ต่อได้


พี่ๆกำลังเตรียมข้อมูลสอนน้องๆ






สอนน้องๆเกี่ยวกับด้านสิงแวดล้อม





พี่ๆและน้องๆ ที่ทำกิจกรรมร่วมกัน





 น้องๆที่กำลังตั้งใจฟังพี่ๆสอน





พี่ๆที่เป็นคนนำเสนอข้อมูลให้น้องๆ




กิจกรรมที่ให้น้องๆร่วมตอบคำถาม









น้องที่ตอบคำถามถูกได้รับขนมจากพี่ๆ


        การมาให้ความรู้น้องๆเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมในครั้งนี้ เพื่อหวังว่าน้องๆจะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เรียนรู้มาขึ้นว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกับโลกที่เราอยู่อาศัยกัน รู้จักว่าภัยพิบัติต่างๆเป็นอย่างไร ควรเตรียมตัวอย่างไร รู้เรื่องราวข่าวสารเกี่ยวกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นมากมายบนโลกใบนี้ ไม่เพียงแต่หวังว่าจะให้เกิดประโยชน์แก่ตัวน้องๆ แต่หวังเพียงว่าน้องๆจะนำความรู้ที่ได้จากการสอน การแนะนำ การนำเสนอ การให้ความรู้ของพี่ๆครั้งนี้ ไปเผยแพร่ต่อๆไปให้กับรุ่นน้องที่จะเข้ามาแทนเมื่อน้องๆโตขึ้น เพื่อให้ได้รู้จักการดูแล เอาใจใส่ การตระหนักถึงสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงบนโลกใบนี้ สุดท้ายนี้ กิจกรรมที่ทำขึ้นหวังว่าจะสามารถทำให้มีผู้คนที่ช่วยกันรักษาโลกใบเล็กๆที่บอบช้ำใบนี้ ให้ได้ "อยู่" อย่างปลอดภัยและอยู่ให้พวกเราได้ "อยู่" ไปอีกนาน 




วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ปัญหาและวิธีแก้เกี่ยวกับทรัพยากรที่ชื่อว่า "ป่าไม้"

ปัญหาและวิธีแก้เกี่ยวกับ
ทรัพยากรที่ชื่อว่า "ป่าไม้"
       
        ป่าไม้เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามหาศาล เป็นหัวใจของสิ่งแวดล้อม ถือเป็นแหล่งรวบรวมพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตที่สำคัญที่สุดสิ่งมีชีวิตดังกล่าวอาจจะมีค่าโดยเป็นแหล่งวัตถุดิบในการผลิตยารักษาโรคและสารเคมีตามธรรมชาติ ช่วยรักษาความสมดุล ของสภาพแวดล้อมอื่นๆ เป็นแหล่งปัจจัยในการดำรงชีวิตของมวลมนุษย์ ป่าไม้เป็นทรัพยากรที่ทดแทนได้ มนุษย์สามารถ ใช้ประโยชน์ได้นานัปการ ชนิดของป่าไม้ในประเทศไทย ป่าในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ป่าไม่ผลัดใบ และป่าผลัดใบ ในแต่ละกลุ่มประกอบด้วยป่าชนิดต่าง ๆ ดังนี้  

สาเหตุของปัญหาทรัพยากรป่าไม้ในประเทศไทย 

    สาเหตุการสูญเสียพื้นที่ป่าหรือพื้นที่ป่าไม้เสื่อมโทรมลง เป็นผลงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลและราษฎร ดังนี้ 
1. การทำไม้ ความต้องการไม้เพื่อกิจการต่าง ๆ เช่น เพื่อทำอุตสาหกรรมโรงเลื่อย โรงงานกระดาษ สร้างที่อยู่อาศัยหรือการค้า ทำให้ต้นไม้ถูกลอบตัดและตัดถูกต้องตามกฎหมาย เป็นผลให้เกิดภัยพิบัติขึ้น 
2. การเพิ่มจำนวนประชากรของประเทศ ทำให้ความต้องการจากภาคเกษตรกรรมมากขึ้น ความจำเป็นที่ต้องการขยาย พื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น พื้นที่ป่าไม้ในเขตภูเขาจึงเป็นเป้าหมายของการขยายพื้นที่เพื่อการเพาะปลูก 
3. การส่งเสริมการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจเพื่อการส่งออก เช่นมันสำปะหลัง ปอ ฯลฯ โดยไม่ส่งเสริมการใช้ที่ดินอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งๆพื้นที่ป่าบางแห่งไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ในการเกษตรกรรมเพาะปลูก 
4. การกำหนดแนวเขตพื้นที่ป่า กระทำไม่ชัดเจนหรือไม่กระทำเลยในหลาย ๆ ป่าทำให้ราษฎรเกิดความสับสนทั้งโดยเจตนาและ ไม่เจตนา 
5. การจัดสร้างสาธารณูปโภคของรัฐ อาทิ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ เส้นทางคมนาคม การสร้างเขื่อนขวางลำน้ำจะ ทำให้พื้นที่เก็บน้ำ หน้าเขื่อน ที่อุดมสมบูรณ์ถูกตัดโค่นมาใช้ประโยชน์ ส่วนต้นไม้ขนาดเล็กหรือที่ทำการย้ายออกมาไม่ทันจะถูกน้ำท่วมยืนต้นตาย 
6. ไฟไหม้ป่า ประเทศไทยมักเกิดไฟไหม้ป่าในฤดูร้อนเป็นประจำทุกปี เพราะในฤดูร้อนพวกวัชพืชในป่าหรือจากการผลัดใบของต้นไม้ ใบไม้จะแห้งแล้งและติดไฟง่าย 
7. การทำเหมืองแร่ แหล่งแร่ที่พบในบริเวณที่มีป่าไม้ปกคลุมอยู่ มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดหน้าดินก่อน จึงทำให้ป่าไม้ที่ขึ้นปกคลุม ถูกทำลายลง เส้นทางขนย้ายแร่ในบางครั้งต้องทำลายป่าไม้ลงเป็นจำนวนมาก เพื่อสร้างถนนหนทาง การระเบิดหน้าดินเพื่อให้ได้มาซึ่ง แร่ธาตุเกิดผลทำลายป่าไม้บริเวณใกล้เคียงโดยไม่รู้ตัวปัญหาทรัพยากรป่าไม้






วิธีอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้

 การอนุรักษ์ป่าไม้สามารถกระทำได้ดังนี้

      1. การกำหนดนโยบายป่าไม้แห่งชาติ นโยบายป่าไม้แห่งชาติ มีอยู่ 20 ข้อที่สำคัญ คือ 
การกำหนดให้มีพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศอย่างน้อยในอัตราร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ 
เป็นการกำหนดแนวทางการจัดการและ การพัฒนาป่าไม้ในระยะยาว
    2. การปลูกป่า เป็น การดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ป่าไม้อย่างหนึ่ง เมื่อป่าไม้ในพื้นที่ถูกตัดฟันลง
ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม นโยบายการรักษาป่าไม้จะกำหนดให้มีการปลูกป่าขึ้นทดแทนและส่งเสริมให้มีการ 
ปลูกสร้างสวนป่าทุกรูปแบบ
     3. การป้องกันไฟไหม้ป่า ไฟไหม้ป่าถือว่าเป็นอันตรายร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับป่าไม้การฟื้นฟูกระทำได้ 
ยากมาก ไฟไหม้ป่าเกิดจากการกระทำของมนุษย์ จากความประมาทเลินเล่อ ทำให้ต้นไม้บางส่วน
าจตาย บางส่วนอาจชะงักการเจริญเติบโต และบางแห่งอาจตายหมด หากเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนพืชหมดโอกาสแพร่พันธุ์ได้
     4. การป้องกันการบุกรุกทำลายป่า การบุกรุกการทำลายป่าไม้ในปัจจุบัน จะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น 
การป้องกัน ทำได้โดย การทำหลักเขตป้ายหรือเครื่องหมายให้ชัดเจนเพื่อบอกให้รู้ว่า เป็นเขตป่าประเภท
ใดการแก้ปัญหานี้สำคัญที่สุดอยู่ที่ การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นไปด้วยความเที่ยงตรง 
เอาจริงเอาจัง และมีความซื่อสัตย์ ต่ออาชีพและหน้าที่ปฏิบัติตามตัวบทกฎหมายและพระราช
บัญญัติป่าไม้อย่าง เคร่งครัดจะสามารถ ป้องกันการทำลายป่าในทุกรูปแบบได้
     5. การใช้วัสดุทดแทนไม้ ในการก่อสร้างต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน หรือสิ่งก่อสร้างอื่นที่เคยใช้
ไม้ดั้งเดิม เช่น การสร้างสะพานเพื่อทดแทนสะพานเก่าที่ชำรุด ควรจะใช้เหล็กทำสะพานให้รถวิ่งชั่วคราว 
ก่อนจะมีสะพานใหม่ ที่ถาวรและสร้างได้ด้วยวัสดุอื่นแทนไม้

     6. การใช้ไม้อย่างมีประสิทธิภาพ / ประหยัด เป็น การนำเนื้อไม้มาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด โดยใช้
ทุกส่วนของต้น เช่น ไม้ที่เหลือจากการแปรรูป นำมาใช้เป็นวัสดุก่อสร้างแล้วสามารถนำ ไปเป็นวัตถุดิบ
ทำไม้อัด ไม้ปาร์เก้ชิ้นไม้สับ (Chip board) ไม้ประสาน (Particle board) ทำเครื่องใช้ขนาดเล็ก เช่น 
แจกัน ที่เขี่ย บุหรี่ ของชำร่วย เป็นต้น ส่วนไม้ที่นำมาแปรรูปเพื่อใช้ในการก่อสร้างหรือเพื่อการอื่น 
ควรปรับปรุง คุณภาพไม้ ก่อนนำมาใช้ประโยชน์ เช่น การอาบน้ำยาไม้อบให้แห้งเพื่อยึดอายุการใช้งาน
ให้ยาวนานออกไป

     7. การพยายามนำไม้ที่ไม่เคยใช้ประโยชน์มาใช้ ไม้ที่ไม่เคยนำมาใช้ประโยชน์มาก่อน เช่น 
ไม้มะพร้าว ต้นตาล ไม้ยางพารา นำมาทำเครื่องใช้ในครัวเรือนได้หลาย ชนิด อาทิ ตู้ เตียง โต๊ะ 
ก่อนนำมาใช้ประโยชน์ ควรปรับปรุงคุณภาพไม้ก่อน

     8. ส่งเสริม ประชาสัมพันธ์ ให้การศึกษา ให้เยาวชนและประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญ
ของป่าไม้ สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ และช่วยกันดูแลในการรักษา ทรัพยากรป่าไม้ 
เหมือนกับที่เรารักษาและหวงแหนสิ่งของที่เป็นสมบัติของเราเอง






อ้างอิง : https://sites.google.com/
           http://203.172.130.100/


วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ป่าไม้นั้นสำคัญไฉน?

ความสำคัญและประโยชน์ของป่าไม้
1.เป็นส่วนที่สำคัญมากส่วนหนึ่งของวัฏจักร น้ำ ออกซิเจน คาร์บอนและไนโตรเจนในระบบนิเวศ ทำให้เกิดความสมดุลแห่งระบบด้วยการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงแร่ธาตุและสสารในระบบนิเวศ
2.ป่าช่วยในการอนุรักษ์ดินและน้ำ เมื่อฝนตกน้ำฝนบางส่วนจะถูกต้นไม้ในป่าดูดซับไว้ แล้วค่อยๆ ปลดปล่อยให้ไหลลงสู่ผิวดิน อีกส่วนหนึ่งจะซึมลงสู่ดินชั้นล่าง สามารถลดการพังทลายของดินได้ ลดการกัดเซาะหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์ ป้องกันการเกิดน้ำท่วมฉับพลันและสามารถลดความรุนแรงของการเกิดภาวะน้ำท่วม เนื่องจากต้นไม้ช่วยชะลอการไหลของน้ำบนผิวหน้าดิน และการมีป่าไม้ปกคลุมดินจะช่วยป้องกันการกัดเซาะได้ดีกว่าปลูกพืชชนิดอื่น ๆ
3.ช่วยปรับสภาพบรรยากาศ เนื่องจากป่าไม้ช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นในดินไว้ ร่มเงาของป่าช่วยป้องกันไม่ให้ความร้อนจากดวงอาทิตย์ตกกระทบผิวดินโดยตรง บริเวณป่าไม้จะมีน้ำที่เกิดจากการระเหยจากใบและลำต้น กลายเป็นไอน้ำในอากาศจำนวนมาก อากาศเหนือป่าไม้จึงมีความชื้นมาก เมื่ออุณหภูมิอากาศลดลง ไอน้ำจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำเกิดเป็นเมฆจำนวนมาก สุดท้ายก่อให้เกิดฝนตกลงมาในป่าที่มีต้นไม้หนาแน่นและส่งผลให้พื้นที่ใกล้เคียงได้รับน้ำฝน และทำให้สภาพอากาศที่ชุ่มชื้นแม้กระทั่งในฤดูร้อน ดังนั้นพื้นที่ที่มีป่าไม้มาก เช่น เขาใหญ่ ดอนอินทนนท์ ภูกระดึง เขาหลวง จะเห็นว่ามีเมฆปกคลุมอยู่บนภูเขาและจะมีฝนตกมากกว่าบริเวณข้างล่าง
4.ป่าไม้เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ในบริเวณที่ป่าไม้มีความสมบูรณ์ต้นไม้มีรากลึกและชอนไชอยู่ในดิน อินทรีย์วัตถุจากต้นไม้และสัตว์ป่าจะช่วยปรับโครงสร้างของดินให้มีรูพรุนที่สามารถเก็บกักน้ำได้ดี น้ำฝนที่ผ่านต้นไม้จะลงสู่ดินในแนวดิ่งแล้วค่อยๆ ไหลซึมกระจายไปตามรากที่แตกแขนงออกไปตามอนุภาคดิน รูพรุนที่อยู่ในดินเฉพาะรูพรุนขนาดเล็กในเม็ดดินนั้นสามารถกักเก็บน้ำได้มากกว่า น้ำหนักของเม็ดดินแห้งถึง 3-10 เท่า และน้ำที่กักเก็บไว้นั้น จะค่อยๆ ปลดปล่อยสู่ชั้นน้ำใต้ดินเพื่อลงสู่แหล่งน้ำลำธาร ป่าจึงเปรียบได้ กับฟองน้ำขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่ เป็นเแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ ถ้าป่าเกิดในที่สูง น้ำที่กักเก็บไว้จะค่อยๆ ซึมลงมารวมกันตามหุบเขา เกิดธารน้ำเล็กๆ มากมาย และกำเนิดแม่น้ำลำธารที่สามารถมีน้ำใช้ได้ ทุกฤดูกาล เป็นต้น
5.ป่าไม้เป็นแหล่งปัจจัยสี่ ป่าไม้เป็นแหล่งผลิต/ผู้ผลิต ปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีพของมนุษย์ เมือง/ชุมชนเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมที่สำคัญและหาสิ่งอื่นมาทดแทนมิได้ ป่าไม้มีความผูกพันต่อความเป็นอยู่จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ การนำไม้มาใช้ใน การก่อสร้างบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย เป็นเครื่องตกแต่งบ้าน ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้มอาหาร ซึ่งในเรื่องอาหารมนุษย์ ได้รับจากป่าโดยตรง เช่น ได้ส่วนของผล เมล็ด ใบ ดอก ลำต้นเป็นอาหาร และได้รับน้ำผึ้ง หรือเนื้อสัตว์ป่าโดยทางอ้อม สมุนไพรหรือยาแผนโบราณที่ใช้รักษาโรค ส่วนใหญ่ได้มาจากผลิตภัณฑ์ของป่าไม้ ได้มีการนำสมุนไพรจากป่ามาดัดแปลง สกัดเอาส่วนที่สำคัญ จากเปลือก ดอก ผล เมล็ด ราก นำมาใช้ในการผลิตยารักษาโรคที่ออกมาในรูปของยาเม็ด ยาน้ำ หรือแคปซูล เช่น เปลือกต้นซิงโคน่า นำมาสกัดทำยาควินินเพื่อรักษาโรค มาลาเรีย
6.เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ป่าไม้จัดว่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและหลบภัยที่สำคัญที่สุดของสัตว์ป่า ซึ่งสัตว์เหล่านี้มีความสำคัญต่อมนุษย์ เช่น เป็นอาหาร ยารักษาโรค ช่วยขจัดแมลงและประดับป่าไม้ให้เกิดความงดงาม การทำลายพื้นที่ป่าจึงเสมือนทำลายสัตว์ป่าด้วย
 7.เป็นแนวป้องกันลมพายุ เมื่อลมพายุพัดมาปะทะพื้นที่ป่าไม้ซึ่งเป็นสิ่งกีดขวางความเร็วและลมพายุจะลดลง ดังนั้นลมพายุที่พัดผ่านแนวป่าไม้จะมีความเร็วน้อยกว่าพัดผ่านที่โล่งแจ้ง ช่วยลดความเสียหายของสิ่งก่อสร้าง ป่าไม้จึงเป็นกำแพงธรรมชาติที่ช่วยป้องกันความรุนแรงของลมพายุได้
8.ด้านการพักผ่อนหย่อนใจ ธรรมชาติของป่าไม้จะเต็มไปด้วยสีสัน ความเขียวชอุ่ม ร่มเย็น ก่อให้เกิดความสบายตาเมื่อพบเห็น ความสดสวยงดงามของดอกไม้ ความชุ่มชื้น น้ำในลำธารที่ใสสะอาด ความเงียบสงบจากเสียงรบกวนของชุมชน ความน่าชมและน่ารักของสัตว์ป่า ทำให้เขตป่าไม้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ ในช่วงวันหยุดต่างๆ จะพบเห็นประชาชนทั้งในท้องถิ่นและในเมืองจำนวนมากเดินทางไปเที่ยวหรือพักผ่อนหย่อนใจในเขตอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนป่า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นต้น ป่าไม้จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอย่างหนึ่งไปด้วย
9.ช่วยลดมลพิษทางอากาศ เนื่องจากป่าไม้เป็นตัวช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อนำไปใช้ในการสังเคราะห์อาหาร แล้วปลดปล่อยก๊าซออกซิเจนมาให้กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนโลก สมดุลระหว่างคาร์บอนไดออกไซด์และออกซิเจนในอากาศจึงเกิดขึ้น และเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า พืชในตระกูลสูงสามารถดูดกลืนก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ แล้วเปลี่ยนแปลงให้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปล่อยออกสู่บรรยากาศแล้วจึงดึงกลับมาใช้ในการสังเคราะห์อาหารในเวลากลางวัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าต้นไม้มีประโยชน์มากในการช่วยกำจัดคาร์บอนมอนอกไซด์และคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ ในเมืองใหญ่ๆ ซึ่งมีแต่ป่าคอนกรีตและไม่ค่อยมีต้นไม้ อากาศในเมืองจึงมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สูง การปลูกต้นไม้มากๆ จะช่วยลดปริมาณก๊าซทั้งสองชนิดนี้ลงได้

Biogradska forest



วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

10 เหตุการณ์ภัยพิบัติล้างโลก!


10 เหตุการณ์ภัยพิบัติล้างโลก!



       ในพระคัมภีร์ไบเบิลเล่าถึงเหตุการณ์วันสิ้นโลกไว้ในพระวิวรณ์หรือ “อะโพแคลิปส์ (Apocalypse)” ที่แปลว่า การสำแดงหรือเปิดเผย (Revelation) ข้อนี้เป็นสิ่งที่ชาวคริสต์รู้กันมากอยู่ เมื่อมาดูในพระไตรปิฎกของชาวพุทธเราแล้วก็ปรากฏว่าได้กล่าวถึงจุดเสื่อมของโลกไว้เช่นกันครับ โดยได้กล่าวถึงสาเหตุที่จะทำให้โลกดับสูญไว้ 3 ประการคือ

หากมนุษย์เต็มไปด้วยราคจริต โลกจะถูกล้างด้วยภัยจากน้ำ

หากมนุษย์เต็มไปด้วยโทสจริต โลกจะถูกล้างด้วยภัยจากไฟ

หากมนุษย์เต็มไปด้วยโมหจริต (ความหลง) เมื่อนั้นโลกจะถูกทำลายด้วยลม

หากเอาแต่ละเหตุการณ์มาดูใกล้ๆก็จะเห็นว่าเป็นไปตามนั้นอย่างน่าประหลาดใจ ดังจะขอไล่มหาภัยที่สั่นสะเทือนโลกาจนถูกจารึกอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์






        
       1. มหาอุทกภัย ลำดับแรกเมื่อมีมนุษย์และสัตว์แล้วนั้นในพระคัมภีร์ของคริสต์ศาสนากับฮินดูกล่าวถึงเหตุการณ์ “น้ำท่วมโลก” ไว้ตรงกัน ในพระคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาเก่าก็พูดถึง “โนอา (Noah)” ผู้พาสัตว์น้อยใหญ่หนีภัยน้ำตามพระบัญชาของพระเจ้า ส่วนในพระคัมภีร์ฮินดูก็กล่าวถึง “พระมนู” และฤาษีทั้งเจ็ดที่พากันลงเรือหนีน้ำตามที่พรนารายณ์ได้อวตารองค์ลงมาเป็นมัจฉาพาเรือไปจนรอดพ้นภัย ลุมาถึงสมัยปัจจุบันมหาอุทกภัยครั้งใหญ่นั้นมีหนักๆไม่แพ้กันเลย




        2. คลื่นยักษ์ถล่มโลก สึนามิปี 2004 สร้างความวิปโยคให้กับชาวโลกและชาวไทยอย่างเหลือแสนด้วยแรงกระแทกจากแผ่นเปลือกโลกที่สุมาตราขนาด 9.3 ริกเตอร์ส่งคลื่นกระแทกทำลายทั้งแนวปะการัง, บ้านเมือง, เกาะที่สวยงาม และชีวิตคน มาถึงวันนี้ แม้แต่บ้านเราเองก็มีข่าวให้ตื่นเต้นเฝ้าระวังสึนามิกันอยู่เป็นระยะ





        3. สายน้ำหลากเมือง คร่าชีวิตคนไปรวมๆแล้วเป็นหลักล้าน นี่ไม่ได้พูดถึงน้ำท่วมชาติระดับตำนานที่เพิ่งผ่านไปอย่างเดียวนะครับ แต่จะพูดถึงแม่น้ำสายใหญ่อันดับต้นของโลกอย่างแม่น้ำเหลืองที่เป็นสายเลือดหล่อเลี้ยงพี่น้องเผ่าพันธุ์มังกรของเราครับ แม่น้ำเหลืองหรือ “ฮวงเหอ (Huang he)” มีชื่อเสียงในแง่ให้ความอุดมสมบูรณ์แต่ในขณะเดียวกันก็มี “ชื่อเสีย” ยามน้ำล้นฝั่ง คร่าชีวิตชาวจีนไปเสียไม่น้อย อย่างในปี ค.ศ. 1887 ก็กลืนชีวิตคนไปถึง 2,000,000 คน ส่วน ค.ศ.1931 ก็พาเอาชีวิตชาวจีนผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ไปอีกถึง 4,000,000 คน จนแม่น้ำสายนี้ได้ฉายาว่า “โศกาแห่งชาติจีน (China’s sorrow)”



       4. มหาวาตภัย จากลมพายุร้ายกาจ ดังที่ทำลายล้างอย่างราบคาบทั้งชีวิต, ทรัพย์สินไปจนถึงสิ่งปลูกสร้าง อย่างในกรณีเฮอริเคน “คัทรีน่า (Katrina)” ที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 1,800 คนในปี 2005 เป็นพายุที่สร้างความสูญเสียด้านเศรษฐกิจแก่สหรัฐอเมริกามากที่สุดเท่าที่เคยมีมา




       5. มหาภูเขาไฟ ถ้าภูเขาไฟระดับคลาสสิกก็ต้องยกให้ภูเขาไฟวิซูเวียสที่พ่นหินหลอมเหลวลงมาเป็นธารอัคคีร้อน และปล่อยเถ้าถ่านมหาศาลลงมาฝังเมืองทั้งเมืองอย่างปอมเปอีและเฮอคิวลาเนียมในปี ค.ศ.79 นอกจากนั้น ยังมีภูเขาไฟบนเกาะเธอร่า (Thera) หรือเกาะซานโตรินีในปัจจุบัน ที่พ่นหินหลอมเหลวร้อนพร้อมแผ่นดินไหวครบชุดจนทำให้อารยธรรมใหญ่ยิ่งแห่งหนึ่งของโลกล่มสลายคือ “อารยธรรมไมนวน (Minoan civilization)” ที่อยู่บนเกาะครีต แล้วต่อมาในยุคที่ใกล้เคียงกับพวกเรา ก็ยังมีเหตุการณ์ภูเขาไฟระดับเซเล็บระเบิดอีกมาก อย่าง ม็องต์เปเล (Mount Pele’e) ในหมู่เกาะมาตินิกของฝรั่งเศสที่การระเบิดในปี 1902 คร่าชีวิตคนไปถึง 30,000 กว่าคน ส่วน ภูเขาไฟเซ็นต์เฮเลน ในสหรัฐอเมริกา ที่ระเบิดในปี 1980 นั้นก็เป็นเหตุการณ์ใหญ่ที่มีการบันทึกไว้เป็นภาพยนตร์ หรือว่า กรากะตั้ว (Krakatau) ในอินโดนีเซียที่ระเบิดในปี 1883 ส่งเสียงดังจนสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพท่านทรงได้ยิน แล้วฝุ่นควันจากการระเบิดยังลอยมาไกลถึงประเทศไทย การระเบิดครั้งนั้นก็ใหญ่เสียจนทำลายหมู่เกาะของมันไปถึง 2 ใน 3 แต่ก็ได้สร้างเกาะเล็กเกาะน้อยให้ผุดขึ้นมาด้วย



        6. ภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งระเบิด เกิดที่ประเทศไอซ์แลนด์แดนน้ำแข็ง เมื่อภูเขาไฟชื่อไม่หวังจำอย่าง “EyjafjallajÖkull” ที่ถูกแช่แข็งมานานจนนักธรณีวิทยาคิดว่าไม่น่าจะเกิดเซอร์ไพรส์ขึ้น จู่ๆเมื่อปี 2010 ก็ตูมตามออกมาไม่บอกกล่าว ปล่อยหมอกควันจากเถ้าถ่านจนชาวบ้านเดือดร้อนกันไปทั่วโลกโดยเฉพาะนักเดินทางโดยเครื่องบิน



       
     
         7. อภิภูเขาไฟหรือซุปเปอร์โวลแคโน่ ที่เคยโผล่ออกมาแผลงฤทธิ์แล้วในอดีตกาล การจะเป็นซุป’โวลแคโน่ (คล้ายซุป’ตา) ได้นั้นต้องมีสิ่งสำคัญคือพลังที่จะพ่น มวลระเบิด (Ejecta) ที่อัดอยู่จำนวนมหาศาลออกมาเป็นปริมาตรไม่น้อยกว่า 1,000 ลูกบาศก์กิโลเมตร นับว่ามหึมามหาศาลมากทีเดียวนะครับ ให้เห็นภาพชัดๆคือภูเขาไฟธรรมดานั้นปล่อยเถ้า ถ่านหินหลอมต่างๆออกมาได้ราว 1 ลูกบาศก์กิโลเมตร หรือส่วนใหญ่น้อยกว่านั้นอีกครับ เรียกว่าภูเขาไฟระดับตัวแม่นี้มีพลังระเบิดมากกว่านับพันเท่า ส่วนที่อยู่ ของเขานั้นรู้แล้วจะหนาวๆร้อนๆครับเพราะไม่ไกล มาก อยู่ที่ญี่ปุ่น 1 แห่ง อินโดนีเซีย 1 แห่ง นิวซีแลนด์ 1 แห่ง ส่วนที่อเมริกามีถึง 3 แห่งด้วยกันครับ



        8. แผ่นดินไหวระดับเลื่อนแผ่นทวีป อย่างที่ หมู่เกาะเฮติและประเทศชิลี เกิดขึ้นเมื่อปี 2010 แค่เวลาต่างกันเดือนนิดๆเท่านั้น โดยความแรงของแผ่นดินไหวที่ชิลีวัดได้ 8.8 ริกเตอร์อย่างที่ชิลีว่าหนักแล้ว ที่เกาะเฮติยิ่งหนักเพราะเกิดแทบใจกลางเมืองหลวงห่างจากกรุงปอร์โตแปรงซ์ไปเพียง 16 กิโลเมตรเท่านั้น แม้จะวัดความสั่นสะเทือนได้ 7.0 ริกเตอร์ แต่สภาพบ้านเรือนสิ่งปลูกสร้างซึ่งล้าสมัยทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงมาก ซึ่งกาชาดสากลได้ประมาณผู้บาดเจ็บได้ถึง 3,000,000 คน อีกทั้งยังมีอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกนับไม่ถ้วน



         9. แผ่นดินไหวในภาคโตโฮกุ (Tohoku earthquake) ที่แยกยกมาเพราะว่าปรากฏการณ์นี้นำไปสู่หายนภัยระดับโลก คือการรั่วไหลของสารกัมมันตภาพ รังสีเมื่อปี 2011 ครับ พอพูดชื่อโตโฮกุฟังดูไม่คุ้นหูเลยใช่ไหมครับ แต่ถ้าบอกว่าเป็นแผ่นดินไหวที่ฟุกุชิม่าความแรง 9.3 ริกเตอร์ท่านพอจะคุ้นหูไหมครับ โตโฮกุเป็นชื่อภาคที่เขาเรียกกันเป็นทางการในแง่ภูมิศาสตร์ ภัยธรรมชาติของเหตุการณ์แผ่นดิน ไหวครั้งสดๆร้อนๆปีที่ผ่านมานี้ครับ


คลิปเกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในภาคโตโฮกุ





        10. สหภัยพิบัติธรรมชาติรวมถึงภัยจากอวกาศ อย่างที่สิบนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เป็นเสมือนแกงโฮะคือรวมหม้อกันทั้งแผ่น ดินไหว, ไฟเผาป่า, น้ำท่วมมหาศาล และลมพายุ ข้อนี้เลือกเอามาเป็นอย่างสุดท้ายเพราะรุนแรงน่ากลัวที่สุดและมีโอกาสเกิดเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะในยุคที่มีการ “ทำร้าย” ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลืองจึงเป็นเรื่องแน่ที่ธรรมชาติจะ “เอาคืน” อย่างรุนแรงเช่นกัน ที่สำคัญคืออาจไม่ได้มีเพียงแค่ปัจจัยทางกายภาพที่ว่าเพราะจะมีทั้งโรคระบาดและภัยจากอวกาศตามมาอย่าง พายุสุริยะ, รังสีคอสมิก รวมถึงอุกกาบาตที่อาจมาเยี่ยมชมโลกเราแบบไม่ต้องเชิญ อย่างที่ผ่านมาก็มีเหตุการณ์พายุสุริยะรุนแรงจนทำให้เกิดไฟฟ้าดับทั่วเมืองในมณฑลควิเบก ประเทศแคนาดา

       เมื่อปี 1989 (March 1989 geomagnetic storm) ระหว่างนี้ก็อาจมีพายุสุริยะเข้ามาซ้ำเติมในปี 2012 ซึ่งในปฏิทินมายาเกี่ยวกับวันสิ้นโลกก็มีกล่าวถึงไว้ครับ

       นอกจากมหาภัยต่างๆ ที่ว่ามาแล้วนั้น ในอนาคตยังมีภัยธรรมชาติอื่นที่นักวิทยาศาสตร์เฝ้าจับตาดูอย่างใกล้ชิดด้วยครับ เช่นกรณีของ อภิมหาภูเขาไฟหรือซุปเปอร์โวลแคโน่ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน สหรัฐอเมริกา หรือว่าภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งในประเทศไอซ์แลนด์ที่ยังมีรอเปิดตัวอีกหลายลูก






อ้างอิง : http://www.thairath.co.th/content/254653

วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ขยะล้นเมืองจะทำยังไง???

สาเหตุขยะล้นเมือง

  ปัญหาขยะในเมืองไทย เป็นปัญหาโลกแตก เป็นเวลาหลายสิบปีที่เจ้าหน้าที่ทางราชการ หน่วยงานวิจัย สถาบันทางการศึกษา พยายามหาหนทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องขยะล้นเมือง ไม่มีที่ใดยอมให้ก่อสร้างโรงกำจัดขยะใกล้ที่อยู่อาศัยของตนเอง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทั้งๆที่เสียงบประมาณตั้งมากมายพาเจ้าหน้าที่ไปดูงานที่ต่างประเทศ ใช้งบประมาณในการรณรงค์ให้ความรู้ในการแก้ไขปัญหาเรื่องขยะ มีเทคโนโลยีมากมายที่สามารถจะนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาเรื่องขยะ แต่ปัจจุบันยังไม่มีที่ไหนในประเทศไทย สามารถจัดการขยะได้อย่างครบวงจรเป็นที่พึงพอใจของคนทุกฝ่าย เพื่อให้ง่ายสรุปได้เป็นข้อๆดังนี้
1.ประชาชนยังยึดติดกับการแก้ไขปัญหาขยะแบบเดิมๆ สถานที่มีกลิ่นเหม็น สกปรกไม่น่าชวนมอง จนทำให้ไม่มีใครยอมที่จะให้มีการสร้างโรงกำจัดขยะในบริเวณใกล้เคียงกับที่ตน เองอยู่อาศัย เนื่องจากว่าก็ยังไม่มีที่ใดในประเทศไทย มีระบบจัดการขยะที่ประสบความสำเร็จ สะอาด สถานที่น่าชวนมองอย่างที่ไปดูงานที่ต่างประเทศ
2.เทศบาลไม่มีแหล่งกำจัดขยะเนื่องจากสาเหตุข้อแรก เพราะไม่รู้ว่าจะชี้แจงยังไงให้ประชาชนในพื้นที่เข้าใจ จึงต้องนำขยะไปทิ้งในพื้นที่ห่างไกล นอกพื้นที่ ในป่า สถานที่รกร้าง สร้างปัญหาให้กับชุมชนในพื้นที่นั้นๆตามมา
3.ทุกคนยังมองไม่เห็นคุณค่าของขยะเพราะว่ามีมูลค่าเล็กน้อย  ไม่ทราบว่าขยะบางชนิดมีมูลค่า เมื่อแยกขยะแล้วจะไปขายที่ไหนหรือมีวิธีใดบ้างที่จะจัดการขยะได้โดยเปลี่ยน ให้เป็นรายได้เข้ามา
4.เนื่องจากทางภาครัฐยังไม่มีสถานที่และวีธีการที่ถูกต้องในการแก้ไข ปัญหาขยะ มีการกำจัดขยะที่สามารถรองรับการแยกขยะได้ จึงทำให้โครงการรณรงค์ให้ประชนคัดแยกขยะ ไม่ประสบความสำเร็จ เป็นเพียงแค่ไฟไหม้ฟางในช่วงต้นๆ แต่เมื่อประชาชนคัดแยกขยะแล้วกลับไม่มีการเก็บขยะแบบแยก เพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี ขยะเศษอาหารถูกเก็บนำไปปนกับขยะทั่วไปเช่นเดิม5.การหาวิธีการจัดการขยะยัง ไม่ลงลึกเพียงพอในการแก้ไขปัญหาขยะตามสถุานที่อยู่อาศัยที่ต่างๆกัน  บ้านเรือน  ตลาดสด  อาคารพาณิชย์  โรงเรียน อาคารสูงอย่างโรงแรมและคอนโดมิเนียม ชมชนชนบท บางที่สามารถกำจัดขยะได้ด้วยตัวเอง บางที่ทำได้เพียงแยกขยะ ทำให้แต่ละที่จะต้องมีวิธีการจัดการที่แตกต่างกัน เราสงเสริมให้ประชาชนทำปุ๋ยจากขยะ แต่ผู้ที่อยู่อาศัยในอาคารสูง อาคารพาณิชย์ ไม่รู้ว่าจะเอาปุ๋ยไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรเพราะไม่ได้มีพื้นที่ปลูกพืช นี่เป็นตัวอย่างชี้ให้เห็นอย่างง่ายๆ ที่แสดงให้เห็นเด่นชัดถึงการใช้วิธีจัดการขยะอย่างไม่เหมาะสมกับสถานที่
6.เทคโนโลยีที่ใช้กำจัดขยะ สามารถกำจัดขยะได้เฉพาะขยะแยกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการทำปุ๋ยหมักจากขยะ การทำก๊าซชีวภาพจากขยะเศษอาหาร การนำขยะมาเผาเป็นพลังงานความร้อนเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า แต่ขยะที่เข้าสู่กระบวนการกำจัดยังไม่ได้แยกอย่างสมบูรณ์ ทำให้เทคโนโลยีดังกล่าวประสบปัญหาในการดำเนินการ
7.การขัดผลประโยชน์ของกลุ่มผู้ฝังกลบขยะ โครงการใหม่ที่จะเกิดขึ้นเพื่อพัฒนาระบบกำจัดขยะจึงถูกระงับ ถูกต่อต้านจากชุมชนโดยมีผู้มีอิทธิผลที่เสียผลประโยชน์หนุนอยู่ภายหลัง

ตัวอย่างเมืองที่ขยะล้นเมือง


       
  ภายในปี 2555 มีชาวบ้านจากหลายจังหวัดต่างออกมาร้องเรียนถึงปัญหากองขยะล้นเมืองโดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต ขอนแก่น สุพรรณบุรี

ล่าสุด คือ จังหวัดอยุธยา ที่ออกมาร้องเรียนว่าขนาดของกองภูเขาขยะ
สูงเท่าตึก 8 ชั้นแล้ว!


เมื่อสำรวจข้อมูลจากทางภาครัฐพบว่า จำนวนขยะในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างหน้าตกใจ เฉลี่ยวันละ 9,747 ตัน! ตัวเลขดีดตัวสูงขึ้นกว่าสถิติปี 2554 กว่า1,000ตัน

ขยะมากมายนั้นมาจากไหน?


         2 ปัจจัย หลักของสาเหตุ คือ การเจริญเติบโตของเมือง เมื่อเมืองใหญ่ขึ้น จำนวนหมู่บ้านะผู้อยู่อาศัยก็จะมากขึ้น และจำนวนขยะมูลฝอยก็สูงขึ้นตาม

ส่วนปัจจัยถัดมา คือ ขยะสะสมจากน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 นั่นเอง

ปัญหาขยะได้สะท้อนให้เห็นถึงสุขอนามัยภายในชุมชนนั้นต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วนเนื่องจากเกี่ยวข้องถึงสุขภาพอนามัยของคนในชุมชนโดยตรง

ปัจจุบันส่วนใหญ่ขยะมูลฝอยจากชุมชนและกากของเสียจากภาคอุตสาหกรรมจะถูกนำไปทิ้งแบบกองเทเรี่ยราดซึ่งไร้ระบบการจัดการน้ำเสียจากขยะ ทำให้น้ำเสียไหลลงลำคลอง รวมถึงที่นาของชาวบ้านและกองขยะนูนสูงเป็นตัวล่อหนูและแมลงวันได้เป็นอย่างดีจนนายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้ว รมช.กระทรวงสาธารณะสุขออกโรงเตือนประชาชนแถวบ่อขยะให้ระวังเพราะอาจสะสมสารพิษโดยไม่รู้ตัว

     ปัญหาขยะมูลฝอยที่มากขึ้นหลายฝ่ายพยายามหามาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับสภาพสังคมภาครัฐออกรณรงค์ใช้ถุงผ้า แยกขยะ รู้จักการreuse recycle หลากหลายมาตรการที่ออกมาเชิญชวนแต่ปรากฏว่าไม่สามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพสาเหตุจากความเจริญทางด้านเศรษฐกิจและสังคม

การบริโภคที่สูงขึ้นในขณะที่ประสิทธิการ จัดการมูลฝอยยังไม่ถูกหลักสุขาภิบาลส่วนมากจะเป็นกองสุมๆไว้บนพื้นดินประกอบ กับประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นความสำคัญของปัญหาการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทำให้ หน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดการขยะมูลฝอยต้องตามแก้ไขปัญหาอยู่ตลอดเวลาไม่ จบสิ้น 

 
ส่วนทางภาคเอกชนมีไอเดียที่จะสร้างโรงงานเตาเผาขยะมูลฝอยแบบไร้มลพิษและ ผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนแต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ถึงอย่างไรก็เป็นอีกหนทางที่ช่วยในเรื่องของปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นทุกวันให้ ลดลงและหมดไปได้และยังได้พลังงานไฟฟ้าที่มาจากการเผาขยะสามารถนำไปขายให้กับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคถือเป็นการเพิ่มรายได้สู่ชุมชนนั้นๆ

เรื่องขยะล้นเมืองหากจะโยนให้ภาครัฐบาลและเอกชนนั้นตามล้างตามเช็ดอยู่ผ่ายเดียวก็คงจะไม่ได้ในเมื่อต้นทางของขยะ คือ ประชาชน! ถ้าคนไม่เปลี่ยนขยะก็ไม่ลดต่อให้มีเตาเผาขยะ เป็นสิบๆแห่งก็ตาม

    คนไทยเคยชินกับการ ทิ้งขยะแบบมักง่าย แยกขยะไม่เป็นเห็นถังสีเขียวเมื่อไรเป็นต้องทิ้งไม่ได้คิดถึงว่าขยะเป็น ประเภทใด เพราะเราไม่ได้เดือดร้อนจากปัญหากองขยะเน่าเสีย ตราบใดที่ บ้านตัวเองสะอาดเป็นใช้ได้ เพราะฉะนั้นการสร้างจิตสำนึกให้เห็นถึงความสำคัญของการแยกขยะและความสะอาดใน ชุมชน เป็นสิ่งสำคัญ

 วิธีการแก้ปัญหาขยะล้นเมือง

    ขณะเดียวกันก็ต้องมีมาตรการมารองรับด้วยเช่นมีโทษปรับสำหรับครัวเรือนที่ไม่แยกขยะและทำถังขยะที่แบ่งแต่ละประเภทขยะให้มากขึ้นเป็นต้นและควรระบุโทษออกมาให้ชัดเจนและประกาศให้ประชาชนรับทราบอย่างเป็นกิจจลักษณะเพื่อกระตุ้นให้เกิดการปฎิบัติตามอย่างพร้อมเพรียง

ส่วนในการแก้ปัญหาของปลายทางเป็นหน้าที่ของภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือระดมความคิดกันอย่าง จริงจังเพราะปัญหาใหญ่คือกำลังในการกำจัดขยะน้อยกว่าจำนวนขยะ ผลก็คือขยะเหลือค้างสะสม จากการสำรวจของกรมมลพิษพบว่าประเทศไทยสามารถกำจัดขยะได้ไม่ถึงร้อยละ 70 ของขยะทั้งหมด !

     การขน ขยะไปวางตามชุมชนที่ไกลออกไปเห็นทีจะต้องเปลี่ยนวิธีเนื่องจากพื้นที่ไม่ สามารถรองรับขยะที่นับวันตัวเลขก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นหากเอกชนจะไปกว้านซื้อที่ เพิ่มคงจะยากเพราะประชาชนละแวกนั้นคงออกมาต่อต้านเต็มที่ คงถึงเวลาที่รัฐบาลจะเดินหน้าอย่างเต็มที่สำหรับโครงการ เตาเผาขยะอัจฉริยะที่สามารถกำจัดขยะได้อย่างรวดเร็วและไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวด ล้อมตอบโจทย์พลังสีเขียวที่โลกยอมรับ

ซึ่งตอนนี้...สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จับมือกับบริษัทสัญชาติจีนก่อสร้างและเดินระบบเตาเผาขยะมูลฝอยขนาด300 ถึง 500 ตันต่อวันที่ศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยหนองแขมเป็นแห่งแรกและหากได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจก็ควรจะรีบขยายโครงการนี้ไปในเมืองอื่นๆเพื่อจะได้ยุติการกำจัดขยะแบบเดิมๆของไทยสักที

การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการกำจัดขยะ ของกรุงเทพมหานครจากระบบฝังและกลบไปเป็นระบบใหม่ที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อมนวัตกรรมดีๆที่ดูเหมือนจะเป็นความหวังในการแก้ปัญหาขยะล้นเมืองให้หมดไปแต่จะให้ดีควรเริ่มจากตัวเราซึ่งเป็นตัวต้นเหตุลองคิดสักนิดก่อนทิ้ง...ขยะคงลดได้อีกเยอะ

 
คลิปตัวอย่างการแก้ปัญหาขยะล้นเมือง

อ้างอิง:  http://www.ictsilpakorn.com/ictmedia/detail.php?news_id=124#.U-X4gEBzDIU

http://wwwbuddygirl.blogspot.com/2012/01/blog-post_31.html  (12/12/12)

วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การแยกขยะ..เพื่อโลกของเรา

การแยกขยะ

ขยะมูลฝอย (Solid Waste) หมายถึง เศษสิ่งเหลือใช้และสิ่งปฏิกูลต่างๆ ซึ่งเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์และสัตว์ รวมถึงสิ่งอื่นใดที่เก็บกวาดจากถนน ตลาด หรือที่อื่นๆ ทั้งจากการผลิต การบริโภค การขับถ่าย การดำรงชีวิต และอื่นๆ 

คลิปอธิบายการแยกขยะ


ประเภทของขยะ

ขยะเปียก หมายถึง ขยะที่ย่อยสลายได้ง่าย เช่น เศษอาหาร พืชผัก เปลือกผลไม้ เป็นต้น
ขยะแห้ง หมายถึง ขยะที่ย่อยสลายได้ยาก เช่น กระดาษ พลาสติก แก้ว โลหะ เศษผ้า ไม้ ยาง เป็นต้น
ขยะอันตราย ได้แก่ สารเคมี วัตถุมีพิษ ซากถ่านไฟฉาย หลอดไฟ และขยะติดเชื้อจากสถานพยาบาล

แหล่งกำเนิดขยะมูลฝอย

ชุมชนพักอาศัย เช่น บ้านเรือน และอาคารชุด
ย่านการค้าและบริการ เช่น ตลาด ร้านค้า ธนาคาร ห้างสรรพสินค้า
สถานที่ราชการ ศาสนสถาน โรงเรียน
โรงพยาบาล
โรงงานอุตสาหกรรม 


ผลกระทบของขยะมูลฝอย


ปัญหากลิ่นเหม็นจากขยะมูลฝอยสร้างความรำคาญให้แก่ชุมชนพักอาศัย
แหล่งน้ำเน่าเสียจากการที่ขยะมูลฝอยมีอินทรียสารเน่าเปื่อยปะปนอยู่ เป็นอันตรายต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์น้ำ รวมทั้งผลเสียในด้านการใช้แหล่งน้ำเพื่อการนันทนาการ
เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคและสัตว์นำโรคต่างๆ เช่น หนู แมลงวัน เป็นต้น
การกำจัดมูลฝอยที่ไม่ถูกหลักวิชาการจะสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้ที่อาศัยข้างเคียง รวมทั้งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน
ทำให้ชุมชนขาดความสะอาด สวยงามและเป็นระเบียบ และไม่น่าอยู่
การสูญเสียทางเศรษฐกิจ เช่น ชุมชนจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บขนและกำจัดขยะ มูลฝอย ค่าชดเชยความเสียหายในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้ และค่ารักษาพยาบาลหากประชาชนได้รับโรคภัยไข้เจ็บจากพิษของขยะมูลฝอย


แนวทางจัดการขยะมูลฝอย


กำจัดขยะมูลฝอยอย่างถูกหลักวิชาการ เช่น การเผาในเตาเผาขยะ การฝังกลบอย่างถูกสุขลักษณะ และการหมักทำปุ๋ย เป็นต้น ซึ่งแต่ละวิธีมีความแตกต่างกันในด้านต้นทุนการดำเนินงาน ความพร้อมขององค์กร ปริมาณและประเภทของขยะ เป็นต้น
(ดูวิธีกำจัดขยะ)
จัดการขยะ โดยอาศัยหลัก 5 R คือ
- Reduce การลดปริมาณขยะ โดยลดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีบรรจุภัณฑ์สิ้นเปลือง
- Reuse การนำมาใช้ซ้ำ เช่น ขวดแก้ว กล่องกระดาษ กระดาษพิมพ์หน้าหลัง เป็นต้น
- Repair การซ่อมแซมแก้ไขสิ่งของต่างๆ ให้สามารถใช้งานต่อได้
- Reject การหลีกเลี่ยงใช้สิ่งที่ก่อให้เกิดมลพิษ
- Recycle การแปรสภาพและหมุนเวียนนำกลับมาใช้ได้ใหม่ โดยนำไปผ่านกระบวนการผลิตใหม่อีกครั้ง
การแยกขยะ เพื่อลดขยะที่ต้องนำไปกำจัดจริงๆ ให้เหลือน้อยที่สุด เช่น
- ขยะแห้งบางชนิดที่สามารถแปรสภาพนำมากลับมาใช้ได้อีก ได้แก่ ขวดแก้ว โลหะ พลาสติก
- ขยะเปียกสามารถนำมาหมักทำปุ๋ยน้ำชีวภาพ
- ขยะอันตราย เช่น หลอดไฟ ถ่านไฟฉาย กระป๋องฉีดสเปรย์ ต้องมีวิธีกำจัดที่ปลอดภัย
ส่งเสริมการผลิตที่สะอาดในภาคการผลิต โดยลดการใช้วัสดุ ลดพลังงาน และลดมลพิษ เพิ่มศักยภาพการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน การนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ และการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีอายุการใช้งานได้นานขึ้น
ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเอกชนมีส่วนรวมลงทุนและดำเนินการจัดการขยะ
ให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องการจัดการขยะอย่างถูกหลักวิชาการ
รณรงค์และประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนเข้าใจและยอมรับว่าเป็นภาระหน้าที่ของตนเอง ในการร่วมมือกันจัดการขยะมูลฝอย ที่เกิดขึ้นในชุมชน 

การคัดแยก เก็บรวบรวมและขนส่งขยะมูลฝอย

ในการจัดการขยะมูลฝอยแบบครบวงจร จำเป็นต้องจัดให้มีระบบการคัดแยกขยะมูลฝอยประเภทต่างๆ ตามแต่ลักษณะองค์ประกอบโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำกลับไปใช้ประโยชน์ใหม่ สามารถดำเนินการได้ตั้งแต่แหล่งกำเนิด โดยจัดวางภาชนะให้เหมาะสม ตลอดจนวางระบบการเก็บรวบรวมมูลฝอยอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับระบบการคัดแยกขยะมูลฝอย พร้อมทั้งพิจารณาควรจำเป็นของสถานีขนถ่ายขยะมูลฝอยและระบบขนส่งขยะมูลฝอยไปกำจัดต่อไป

4.1 หลักเกณฑ์ มาตรฐาน ภาชนะรองรับขยะมูลฝอย

4.1.1 ภาชนะรองรับขยะมูลฝอย

1) ถังขยะ
เพื่อให้การจัดเก็บรวบรวมขยะมูลฝอยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและลดการปนเปื้อนของขยะมูลฝอยที่มีศักยภาพในการนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่จะต้องมีการตั้งจุดรวบรวมขยะมูลฝอย (Station) และให้มีการแบ่งแยกประเภทของถังรองรับขยะมูลฝอยตามสีต่าง ๆ โดยมีถุงบรรจุภายในถังเพื่อสะดวกและไม่ตกหล่น หรือแพร่กระจาย ดังนี้

สีเขียว รองรับขยะที่เน่าเสียและย่อยสลายได้เร็ว สามารถนำมาหมักทำปุ๋ยได้ เช่น ผัก ผลไม้ เศษอาหาร ใบไม้

สีเหลือง รองรับขยะที่สามารถนำมารีไซเคิลหรือขายได้ เช่น แก้ว กระดาษ พลาสติก โลหะ 
สีเทาฝาสีส้ม รองรับขยะที่มีอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ ขวดยา ถ่านไฟฉาย กระป๋องสีสเปรย์ กระป๋องยาฆ่าแมลง ภาชนะบรรจุสารอันตรายต่าง ๆ

สีฟ้า รองรับขยะย่อยสลายไม่ได้ ไม่เป็นพิษและไม่คุ้มค่าการรีไซเคิล เช่น พลาสติกห่อลูกอม ซองบะหมี่สำเร็จรูป ถุงพลาสติก โฟมและฟอล์ยที่เปื้อนอาหาร 
นอกจากนี้ยังมีถุงพลาสติกสำหรับรองรับขยะมูลฝอยในแต่ละถัง โดยมัดปากถุงสีเดียวกับถังที่รองรับมูลฝอยตามประเภทดังกล่าวข้างต้น
ในกรณีที่สถานที่มีพื้นที่จำกัดในการจัดวางภาชนะรองรับขยะมูลฝอยและมีจำนวนคนที่ค่อนข้างมากในบริเวณพื้นที่นั้น เช่น ศูนย์การประชุมสนามบิน ควรมีถังที่สามารถรองรับขยะมูลฝอยได้ทั้ง 4 ประเภทในถังเดียวกัน โดยแบ่งพื้นที่ของถังขยะมูลฝอยออกเป็น 4 ช่อง และตัวถังรองรับขยะมูลฝอยทำด้วยสแตนเลส มีฝาผิดแยกเป็น 4 สี ในแต่ละช่องตามประเภทของขยะมูลฝอยที่รองรับ ดังนี้
ฝาสีเขียว รองรับขยะมูลฝอยที่เน่าเสียและย่อยสลายได้เร็ว
ฝาสีเหลือง รองรับขยะมูลฝอยที่สามารถนำรีไซเคิล หรือขายได้
ฝาสีแดงรองรับขยะมูลฝอยที่มีอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม
ฝาสีฟ้ารองรับขยะมูลฝอย ที่ย่อยสลายไม่ได้ ไม่เป็นพิษและไม่คุ้มค่าการรีไซเคิลและมีสัญลักษณ์ข้างถัง
2) ถุงขยะ
สำหรับคัดแยกขยะมูลฝอยฝนครัวเรือนและจะต้องมีการคัดแยกรวบรวมใส่ถุงขยะมูลฝอยตามสีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
ถุงสีเขียว รวบรวมขยะมูลฝอยที่เน่าเสีย และย่อยสลายได้เร็วสามารถนำมาหมักทำปุ๋ยได้ เช่น ผัก ผลไม้ เศษอาหาร ใบไม้
ถุงสีเหลือง รวบรวมขยะมูลฝอยที่สามารถนำมารีไซเคิลหรือขายได้ เช่น แก้ว กระดาษ พลาสติก โลหะ อลูมิเนียม
ถุงสีแดง รวบรวมขยะมูลฝอยที่มีอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ ขวดยา ถ่านไฟฉาย กระป๋องสีสเปรย์ กระป๋องสารฆ่าแมลง ภาชนะบรรจุสารอันตรายต่าง ๆ
ถุงสีฟ้า รวบรวมขยะมูลฝอยที่ย่อยสลายไม่ได้ไม่เป็นพิษและไม่คุ้มค่าการรีไซเคิล เช่น พลาสติกห่อลูกอม ซองบะหมี่สำเร็จรูป ถุงพลาสติก โฟมและฟอล์ยที่เปื้อนอาหาร

4.12. เกณฑ์มาตรฐานภาชนะรองรับขยะมูลฝอย

ควรมีสัดส่วนของถังขยะมูลฝอยจากพลาสติกที่ใช้แล้วไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 โดยน้ำหนัก
ไม่มีส่วนประกอบสารพิษ (toxic substances) หากจำเป็นควรใช้สารเติมแต่งในปริมาณที่น้อยและไม่อยู่ในเกณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
มีความทนทาน แข็งแรงตามมาตรฐานสากล
มีขนาดพอเหมาะมีความจุเพียงพอต่อปริมาณขยะมูลฝอย สะดวกต่อการถ่ายเทขยะมูลฝอยและการทำความสะอาด
สามารถป้องกัน แมลงวัน หนู แมว สุนัข และสัตว์อื่น ๆ มิให้สัมผัสหรือคุ้ยเขี่ยขยะมูลฝอยได้

5. การลดและการใช้ประโยชน์ขยะมูลฝอย

5.1 การลดปริมาณขยะมูลฝอย

การลดปริมาณขยะมูลฝอยให้ได้ผลดีต้องเริ่มต้นที่การคัดแยกขยะมูลฝอยก่อนทิ้ง เพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื้อน ทำให้ได้วัสดุเหลือใช้ที่มีคุณภาพสูง สามารถนำไป Reused-Recycle ได้ง่าย รวมทั้งปริมาณขยะมูลฝอยที่จะต้องนำไปกำจัดมีปริมาณน้อยลงด้วย ซึ่งการคัดแยกขยะมูลฝอย ณ แหล่งกำเนิดนั้นต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของแต่ละชุมชน เช่น ครัวเรือน ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า สำนักงาน บริษัท สถานที่ราชการต่าง ๆ เป็นต้น รวมทั้งปริมาณ และลักษณะสมบัติขยะมูลฝอยที่แตกต่างกันด้วย ทั้งนี้การคัดแยกขยะมูลฝอยสามารถดำเนินการได้ 4 ทางเลือก คือ
ทางเลือกที่ 1 การคัดแยกขยะมูลฝอยทุกประเภทและทุกชนิด
ทางเลือกที่ 2 การคัดแยกขยะมูลฝอย 4 ประเภท (Four cans)
ทางเลือกที่ 3 การคัดแยกขยะสด ขยะแห้ง และขยะอันตราย (Three cans)
ทางเลือกที่ 4 การคัดแยกขยะสดและขยะแห้ง (Two cans)

5.2 การนำขยะมูลฝอยกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่

การนำขยะมูลฝอยกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่มีอยู่หลายวิธีขึ้นอยู่กับสภาพและลักษณะสมบัติของขยะมูลฝอยซึ่งสามารถสรุปได้เป็น 5 แนวทางหลัก ๆ คือ
1.การนำขยะมูลฝอยกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ (Material Recovery) เป็นการนำมูลฝอยที่สามารถคัดแยกได้กลับมาใช่ใหม่ โดยจำเป็นต้องผ่านกระบวนการแปรรูปใหม่ (Recyele) หรือแปรรูป (Reuse) ก็ได้
2.การแปรรูปเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน (Energy Recovery) เป็นการนำขยะมูลฝอยที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนหรือเปลี่ยนเป็นรูปก๊าซชีวภาพมาเพื่อใช้ประโยชน์
3.การนำขยะมูลฝอยจำพวกเศษอาหารที่เหลือจากการรับประทานหรือการประกอบอาหารไปเลี้ยงสัตว์
4.การนำขยะมูลฝอยไปปรับสภาพให้มีประโยชน์ต่อการบำรุงรักษาดิน เช่น การนำขยะมูลฝอยสดหรือเศษอาหารมาหมักทำปุ๋ย
5.การนำขยะมูลฝอยปรับปรุงพื้นที่โดยนำขยะมูลฝอยมากำจัดโดยวิธีฝังกลบอย่างถูกหลักวิชาการ (Sanitary landfill) จะได้พื้นที่สำหรับใช้ปลูกพืช สร้างสวนสาธารณะ สนามกีฬา เป็นต้น



อ้างอิง http://arts.kmutt.ac.th/ssc210/Group%20Project/ASSC210/2.48%20anurak%20forest/recyclekaya.html
       http://profile.yellowpages.co.th/522238640924001